THAI - Stay Healthy  
บทความ คุณๆ ส่งมา โปรดพิจารณาด้วยตัวท่านเอง
forwarded email collection , decide on your own accord
“ไขมันทรานส์” ที่สุดของไขมันอันตราย

 

“ไขมันทรานส์” ที่สุดของไขมันอันตราย


อ่านตอนจบ ไขมันตัวร้าย ทำลายเรา รู้จักไขมันทรานส์ อันตรายถึงขั้นเมืองใหญ่สั่งงด?
ตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าครั้งนี้ผู้เขียนจะเล่าถึงอันตรายของไขมันทรานส์
ฉะนั้นอย่ารอช้า มาทำความรู้จักไขมันทรานส์ (
Trans Fat) กันเลยดีกว่าค่ะ
ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็น
กรดไขมันอิ่มตัวสูง ตัวอย่างเช่น การทำน้ำมันพืช จะมีการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช
เรียกว่า
 กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง
 หรือแม้กระทั่งการแปรรูปให้มีลักษณะเป็นกึ่งของแข็ง เช่น มาร์การีนหรือเนยเทียม
เนยขาว ครีมเทียม เป็นต้น โดยวัตถุดิบเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร คือ กรดไขมัน
ชนิดทรานส์ หรือ
Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil
เหตุที่มีการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ก็เนื่องจากไขมันทรานส์สามารถ
เก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืน ไม่เป็นไข ทนความร้อนได้สูง และมีรสชาติ
ใกล้เคียงกับไขมันจากสัตว์ แต่จะมีราคาที่ถูกกว่า
 บรรดาผู้ประกอบกิจการอาหารต่าง ๆ
มักนิยมนำไขมันทรานส์มาใช้ประกอบอาหารมากมาย เพื่อประโยชน์ในการลดต้นทุนการผลิตลง
เช่น กลุ่มอาหารฟาสต์ฟูดซึ่งใช้เป็นน้ำมันสำหรับทอดไก่ มันฝรั่ง โดนัท หรือการนำมาใช
้ในการประกอบกิจการเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น
มาดูกันต่อคะว่า การทานอาหารที่มีไขมันทรานส์มากๆ จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง
การที่เราทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์มากๆ จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์
Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล 
ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL
ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด
และเนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น
ทำให้ตับต้องสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่น
จึงอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ
 จะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักและไขมัน
ส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วย
เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และ
โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
โดยความเสี่ยงที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นผลจากงานวิจัย
หลายชิ้นที่ศึกษาถึงเรื่องไขมันทรานส์
อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว จะพูดว่าไขมันทรานส์ ได้กลายเป็นศัตรูตัวร้ายอันดับต้นๆ ของคน
รักสุขภาพทั่วโลกก็ว่าได้นะคะ อย่างในหลายๆ ประเทศ อาทิ
 สหรัฐอเมริกา แคนาดา
สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีการออกข้อบังคับเกี่ยวกับการระบ
ุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ
 และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการจำกัด
การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์
นอกจากนี้ บางรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์กได้ออกมาประกาศว่าจะเป็นรัฐแรก
ในสหรัฐอเมริกาที่ปลอดไขมันทรานส์ โดยออกมาตรการให้บรรดาร้านอาหาร
ภัตตาคาร และผู้ประกอบการด้านอาหารทั้งหลาย ค่อยๆ ลดการใช้ไขมันชนิดนี้
ในการปรุงอาหาร และหยุดใช้โดยเด็ดขาดทั่วทั้งนิวยอร์กภายในเดือนกรกฎาคม
พ.ศ.
2551 เป็นต้นมา
 แต่น่าเสียใจสำหรับคนไทย เพราะบ้านเรายังไม่มีมาตรการ
ทางกฎหมาย มาควบคุมการใช้หรือบังคับให้ระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการ
ผู้บริโภคที่ใส่ใจและรักสุขภาพ จึงควรดูแลตนเอง โดยระมัดระวังเรื่องทานอาหาร
หลีกเลี่ยงที่มีปริมาณไขมันทรานส์เยอะ เช่น อาหารประเภทของทอด (ไก่ทอด
,
เฟรนซ์ฟรายส์, นักเก็ต) ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์
หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังกรุบกรอบ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารท ี่
มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาร์การีน อาทิ คุ้กกี้ พาย พัฟ หรือขนมขบเคี้ยว
ชนิดแท่งด้วย
ทราบอย่างนี้แล้วก็ ปรับรูปแบบการทานกันใหม่นะคะ ใครที่ชอบทานกลุ่มอาหาร
ดังที่ได้กล่าวมา ก็ควรจะค่อยๆ ปรับและลดปริมาณลง ใส่ใจกับการเลือกรับประทาน
กันดีกว่า
  เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า
You are what you eat กันล่ะ.
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th/

 

บทความ คุณๆ ส่งมา โปรดพิจารณาด้วยตัวท่านเอง
forwarded email collection , decide on your own accord

Welcome to:
www.ThaiTradeTravel.com
email: sucharn.w@gmail.com
tel: (+66) 089-895-9636

 


 
CONTACT US please email to : sucharn.w@gmail.com ..... tel: (+66)-089-895-9636